เบาหวาน (Diabetes) เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีความสำคัญ เป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ไม่ถูกสุขอนามัยของผู้คนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือความเครียดสะสม ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติได้ง่าย การทำความเข้าใจโรคนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เบาหวานคืออะไร?

เบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของกระบวนการเมแทบอลิซึมที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีภาวะดื้ออินซูลิน จนร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลสะสมอยู่ในกระแสเลือดมากขึ้นเรื่อย ๆ

น้ำตาลที่ค้างอยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบหัวใจและหลอดเลือด จอประสาทตา ไต และระบบประสาท หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เบาหวานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

โรคเบาหวานมีกี่ชนิด เบาหวาน Type 1 และ 2 ต่างกันอย่างไร ?

  1. เบาหวานชนิดที่ 1 (Type-1) : เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลินโดยสิ้นเชิง จากการถูกระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน มักพบตั้งแต่ตอนอายุน้อย
  2. เบาหวานชนิดที่ 2 (Type-2) : เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน หรือสร้างอินซูลินได้น้อยลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย เบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ และยังเป็นเบาหวานชนิดที่พบบ่อยที่สุดอีกด้วย
  3. เบาหวานขณะตั้งครรภ์ : เกิดจากฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ไปรบกวนให้อินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติในช่วงตั้งครรภ์ แม้ว่าอาการจะมักหายไปหลังคลอด แต่ผู้ที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงในการพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต
  4. เบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ : เกิดจากความผิดปกติจำเพาะเจาะจง เช่น ความผิดปกติของตับอ่อน การผ่าตัดตับอ่อน หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

อาการเบาหวานเริ่มต้น

  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • รู้สึกกระหายน้ำบ่อยขึ้น
  • รู้สึกหิวบ่อยขึ้น
  • น้ำหนักลด แม้จะทานมากขึ้น
  • เหนื่อยเพลีย

โรคเบาหวานรักษาได้ไหม ?

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ดีได้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งแพทย์ นักโภชนาการ รวมถึงตัวผู้ป่วยเอง ในหัวข้อนี้จะมาแนะนำ 3 วิธีรักษาเบาหวานที่จะช่วยให้ผู้ป่วยคุมอาการ และลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

  1. การใช้ยา : การรักษาเบาหวานด้วยยาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคเบาหวาน กรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 แพทย์จะใช้ฮอร์โมนอินซูลินเป็นหลัก เพื่อชดเชยที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เอง แต่หากเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือใช้อินซูลินตามความเหมาะสม
  2. การควบคุมอาหาร : การควบคุมอาหารเป็นพื้นฐานสำคัญในการคุมระดับน้ำตาล ควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพิ่มผัก และโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่คนเป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยง ที่สำคัญการควบคุมปริมาณอาหารแต่ละมื้อให้เหมาะสม รวมถึงหลีกเลี่ยงการกินจุบจิบ จะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลขึ้นสูง
  3. การออกกำลังกาย : การออกกำลังกายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำตาลของกล้ามเนื้อ ลดภาวะดื้ออินซูลิน และช่วยควบคุมน้ำหนัก ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และออกกำลังกายแบบแรงต้านร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ดี และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

โรคเบาหวานอันตราย แต่ถ้ารู้ทันป้องกันได้

การใส่ใจสัญญาณเตือนโรคเบาหวานควบคู่กับการปรับพฤติกรรม จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน การเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายจากโรคเบาหวาน รวมถึงช่วยควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ดีได้ เพราะแม้เบาหวานจะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ก็สามารถดูแลและควบคุมได้ หากตั้งใจดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง หากพบอาการผิดปกติ หรือมีข้อกังวลเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยอาการเพิ่มเติมนะคะ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก : โรงพยาบาลพระรามเก้า